บุคคลที่ประสบความสำเร็จในการเล่นหุ้น

เส้นทางการลงทุนของใครหลายคนอาจใช้เวลาเนิ่นนานกว่าจะพบกับชัยชนะ แต่กับใครบางคนอาจใช้เวลาเพียงไม่นานที่จะพบเส้นชัยสู่ความสำเร็จ และนั่นก็ขึ้นอยู่กับสไตล์การลงทุนของแต่ละคน ซึ่งอาจแตกต่างกันไปแล้วแต่ความถนัด วันนี้ Management’s Lifestyle ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษกับนักลงทุนรายใหญ่ระดับแนวหน้าของเมืองไทย ซึ่งเมื่อเอ่ยชื่อแล้วต้องเป็นที่รู้จักของคนในแวดวงการลงทุนอย่างแน่นอน กับ “เสี่ยป๋อง-วัชระ แก้วสว่าง” ผู้เริ่มต้นลงทุนพอร์ตลงทุนจาก 500,000 บาท และไต่ระดับสู่ “หลักร้อยล้านบาท”ในปัจจุบัน และพร้อมจะลามือจากยุทธจักรตลาดทุนเมื่อพอร์ตลงทุนทะยานสู่หลัก 1 พันล้านบาท ตามเป้าหมายที่วางไว้ 
 “เสี่ยป่อง”เล่าให้ฟังว่า ได้เข้าสู่สนามหุ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2535 จากการชักชวนของรุ่นพี่ที่เรียนปริญญาตรี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โดยเริ่มต้นพอร์ตการลงทุน 500,000 บาท 
 “รุ่นพี่ที่เอแบคชวนเล่นหุ้นแบงก์ เขาชวนซื้อแบงก์กรุงเทพ (BBL) ตั้งแต่ราคา 400-500 บาท ตอนนั้นพาร์ 100 บาท แต่เราไม่มีตังค์ จนราคามันปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 700 บาท ทำให้เราคิดว่าทำไมเงินมันหาง่าย นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้น จากนั้นเราก็ทำงานที่บ้าน ซึ่งเป็นธุรกิจค้าไม้ เราก็ขายไม้เพื่อเอาค่าคอมม์ และก็ได้เงินมาก้อนหนึ่งจึงนำไปเปิดพอร์ต ซึ่งวันเปิดพอร์ตก็ตรงกับวันสุนทรภู่พอดี”

                  เซียนหุ้นรายนี้ ได้ลองผิดลองถูกจนกระทั่งเจอสไตล์การลงทุนในแบบของตัวเอง แม้ที่ผ่านมาการลงทุนจะผิดพลาดและไม่เป็นดั่งที่หวังไว้ จนทำให้เขาบาดเจ็บสาหัส แต่นั่นก็ไม่ทำให้เขาหยุดที่จะเอาชนะความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นในอดีต เขากลับมองหาทางที่จะเจอแสงสว่างนำทาง และแล้วโชคชะตาก็เข้าข้างเขา นำพาให้ชายผู้นี้รู้จักกับการใช้เทคนิควิเคราะห์หุ้น จนปัจจุบันกลยุทธ์ในการเลือกหุ้นของเขา จะดูเทคนิคเป็นหลัก ถ้าเห็นกราฟสวยเมื่อไหร่ เขา ก็ไม่รอช้าที่จะกระโจนเข้าใส่ และนั่งรอความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นตามมา ซึ่ง เขา บอกว่า“เทคนิคไม่เคยหลอกใคร นอกเสียจากหลอกตัวเอง” 
หากย้อนถึงสไตล์การลงทุนที่ผ่านมา เสี่ยป๋อง เล่าว่า ได้ศึกษาแนวทางการลงทุนในสไตล์ต่างๆ และเคยอ่านหนังสือของ… วอร์เรน บัฟเฟตต์ …ซึ่ง เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงของโลกคนหนึ่งที่ร่ำรวยจากการลงทุนในตลาดหุ้นและเป็นนักลงทุนที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ด้วยสไตล์การลงทุนในหุ้นพื้นฐานในลักษณะเป็น Value Investor ซึ่งหลังจากที่ได้หนังสือของบัฟเฟตต์ เค้าก็เริ่มศึกษาและยึดเป็นแนวทางในการลงทุน แต่ผลลัพท์ที่ได้ กลับไม่ประสบความสำเร็จตามคาดหวัง

“ผม เข้าลงทุนก่อนที่ดัชนีฯจะปรับขึ้นที่ 1700 จุด ซึ่งในช่วงนั้นก็มีกำไรจากการลงทุนบ้าง แต่สุดท้ายก็ขาดทุน เพราะผมซื้อหุ้นสะสมเรื่อยๆ แต่ก็โชคดีที่ยอมตัดขาดทุนที่ดัชนีฯ 600 จุด เพราะดัชนีฯร่วงลงมาถึง 200 จุด ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ ผมเลิกเล่นหุ้นเป็นปี และกลับมาเล่นอีกครั้งตอนที่ดัชนีฯขึ้นมาจาก 200 จุด เป็น 500 จุด แต่นั่นก็ไม่ประสบความสำเร็จเช่นกันเพราะดัชนีฯร่วงจาก 500 จุดลงมา 200 จุด อีกรอบ”

          เขา เล่าว่า แม้ว่าจะขาดทุนอย่างหนักมากถึง 2 ครั้ง แต่ก็ไม่ยอมแพ้ และยังคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะชนะมันให้ได้ และตอนนั้นมีพี่คนหนึ่งได้ซื้อหนังสือทางด้านเทคนิคมาให้ ผมก็เริ่มอ่านและศึกษา ซึ่งทำให้เข้าใจว่าการลงทุนที่ผ่านมาผิดตลอด นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมกลับมาดูทางด้านเทคนิคอย่างเดียว ซึ่งเทคนิคไม่เคยหลอกใครนอกจากหลอกตัวเอง พอกลับบ้านไป เขา จะดูกราฟตั้งแต่ 4 ทุ่ม หรือบางวันจะดูจนกระทั่ง ตี 1 และจะดูเทคนิคโดยรวมทั้งหมดซึ่งบางคนอาจดูเพียงแค่กราฟกับวอลุ่ม ส่วนผมจะดูเทคนิคเกือบทุกเครื่องมือ ทั้ง Candlesticks -Moving Average-Indicator -Fibonacci ขณะที่บางคนจะดูแต่ Price pattern คือดูแค่กราฟและวอลุ่ม ”
จากการที่ เขา เริ่มหันมาวิเคราะห์ด้วยเทคนิคเป็นองค์ประกอบในการลงทุน ทำให้เขามีกำไรจากการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2546 ปรากฎว่ามีกำไรจากพอร์ตลงทุนถึง 400-500% ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่ เขา ได้ผลตอบแทนสูงที่สุดเท่าที่ลงทุนมา และ ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เขาก็มีกำไรอย่างต่อเนื่อง และในปี 2552 ตั้งแต่ต้นปี จนถึงปัจจุบัน เขา สามารถสร้างกำไรจากการลงทุนได้ 60% ขณะที่บรรดานักลงทุนที่ลงทุนหุ้นปัจจัยพื้นฐานต้องประสบกับผลขาดทุนไม่น้อยกว่า 50%ของพอร์ต และจากผลกำไรที่มีอย่างต่อเนื่องทำให้พอร์ตลงทุนของ เขา โตขึ้นเรื่อยๆเป็นหลักร้อยล้านบาทในปัจจุบัน นี่คงพอเป็นบทพิสูจน์แล้วว่าทฤษฏีการลงทุน โดยยึดปัจจัยพื้นฐานมันอาจไม่ประสบความเร็วเสมอไป . . .!?!
เสี่ยป๋อง บอกว่า คำว่า Investor เขา ไม่ได้ใช้มาเป็นระยะเวลานานแล้ว เพราะมันใช้ไม่ได้กับเค้า  “สไตล์ใครสไตล์มัน”. . .ที่น่าจะเหมาะกับผม คือ การวิเคราะห์ด้วยเทคนิค โดยสไตล์การลงทุนส่วนใหญ่จะเล่นสั้นหรือเรียกว่า speculator ซะส่วนใหญ่ โดยมีมุมมองความสำเร็จในการซื้อหุ้น คือ การชนะในระดับราคา ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นจะใช้เวลาภายในไม่กี่วัน หลังจากนั้นราคาหุ้นจะปรับฐานหรืออาจไซเวย์ และ เขา จะใช้โอกาสนี้เปลี่ยนตัวเล่น ทำการบ้านค้นหาหุ้นตัวใหม่ที่พร้อมจะทะยานขึ้นและนำความสำเร็จมาสู่ เขา เช่นเดิม

          “ผมมองว่าตลาดหุ้นยังไม่ bottom ซึ่งรอบนี้เรียกว่า Bear Market really ขึ้นเพื่อลง ซึ่งตามทฤษฎีเป็นการปรับขึ้นโดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ จะเห็นว่าหุ้นบางตัวขึ้นเกินนักวิเคราะห์ recomment แทบทุกตัว ซึ่งหากขึ้นด้วยเทคนิคหรือ Flow ก็ว่าไป ผมเชื่อว่าขึ้นได้อีกหน่อย และมีโอกาสทำ double bottom แต่ทั้งนี้ผมเล่นหุ้นรายวัน ผมมีหุ้นตลอดอยู่แล้ว ผมว่ามันน่าจะขึ้นใกล้ 600 จุดแล้วลงแรง ถ้าที่นี่ถ้าลงแล้วไม่หลุด new low เดิมก็มีโอกาสกลับขึ้นมาใหม่อีกรอบ”

          แต่อย่างไรก็ตาม เขา ยังแนะนำว่า การเล่นหุ้นเชิงเทคนิค สิ่งที่สำคัญคือจะต้องมีสภาพคล่อง ซึ่งตัวเค้าเองจะเล่นหุ้นตัวใหญ่ เพราะมีสภาพคล่องสูง โดยมองว่าปีนี้หุ้นกลุ่มโรงกลั่นน่าจะเป็นจังหวะและโอกาสในการลงทุนที่ดี เพราะอุตสาหกรรมน่าจะผ่านจึงต่ำสุดแล้วหลังจากที่ปีที่ผ่านมาขาดทุนอย่างหนักจากการสต๊อกน้ำมัน ดังนั้นคาดว่าในปีนี้น่าจะเป็นช่วงของการฟื้นตัว
สำหรับมือใหม่หัดเทรด เสี่ยป๋อง แนะนำ ให้ซื้อหนังสือวิเคราะห์หุ้นด้วยเทคนิคมาอ่าน และศึกษารายละเอียดก่อนการลงทุน รับรองว่าไม่เกิน 3 ปี เชื่อว่า จะสามารถนำความสำเร็จมากอดได้ไม่ยาก แต่แค่นั้นยังไม่เพียงพอยังต้องมีความหนักแน่นและเชื่อมั่นในตัวเองด้วย

           “ถ้านักลงทุนคนอื่น ต้องการที่จะมีกำไรจากการลงทุนเหมือน ผม ขอแนะนำว่าให้ซื้อหนังสือวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคมาอ่าน รับรองว่าไม่เกิน 3 ปี เชื่อว่า จะประสบความสำเร็จจากการลงทุนแน่นอน”


เสี่ยป๋อง ยอมรับว่า การเล่นหุ้นค่อนข้างที่จะเครียด แต่ เขา ไม่ได้หมกมุ่นเฉพาะการลงทุนเท่านั้น เขา จะหาเวลาผ่อนคลาย ไม่ว่าจะเป็น ตีกอล์ฟ กับเพื่อนๆ หรือ กินข้าวนอกบ้านกับบรรยากาศใหม่ๆ แม้กระทั่งขับรถชมวิวริมทะเล ซึ่งนั่นก็เป็นวิธีการชาร์ตแบตของ เขา วิธีหนึ่ง และเมื่อชาร์ตแบตเต็มที่ เขา ก็พร้อมที่จะกลับมาลุยหุ้นอีกครั้ง

                                                                                                                     

              17 ปีกับชีวิตการลงทุนที่ผ่านมาของเสี่ยป๋อง เขา ได้เรียนรู้บทเรียนต่างๆ ทั้งแสนหวานและขมขื่น พร้อมเก็บเกี่ยวกลเม็ดเคล็ดลับ รวมทั้งประสบการณ์และความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ซึ่งเรื่องราวการลงทุนของเขาก็เหมือนเหล่าบรรดานักลงทุนอีกหลายๆคน ที่มีทั้งสุขและทุกข์ปะปนกันไปในบางคราว แต่เขาก็ไม่ย่อท้อและตั้งปณิธานก่อนลามือออกจากยุทธจักรตลาดทุน หากพอร์ตลงทุนทะยานสู่หลัก 1 พันล้านบาท หรือ เมื่ออายุ 40 ปี และนั่นหมายถึงเขาจะเหลือเวลาในการเก็บเกี่ยว ผลผลิตจากการลงทุน อีกประมาณ 4 ปี หากนั่นเป็นเรื่องจริงคงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่วงการหุ้นจะขาดนักลงทุนฝีมือฉบังคนนี้ แต่อย่างไรก็ตาม คงต้องติดตามบทพิสูจน์ครั้งนี้ ว่าเขาจะสามารถพิสูจน์ฝีมือให้เป็นไปตามวาดฝันหรือไม่
” ผม ยอมรับว่าการเล่นหุ้นมันเหนื่อย โดยตั้งเป้าว่าจะเลิกเล่นหุ้นเมื่ออายุ 40 ปี ซึ่งตอนนี้ ผม อายุ 36 ปี หรือเมื่อพอร์ตลงทุนโตถึงระดับหลักพันล้านบาท จากปัจจุบัน อยู่ระดับหลักร้อยล้านบาท”
เมื่อถามถึงความใฝ่ฝัน เสี่ยป๋อง บอกว่า ผมมีความฝันที่จะทำงานในธุรกิจหลักทรัพย์ เป็นมาร์เก็ตติ้ง เพราะมีแรงบรรดาใจจากที่เห็นคนอื่นเล่นหุ้นแล้วประสบความสำเร็จเป็นพันล้านบาท แต่ตอนที่เรียนจบสถานการณ์ไม่เป็นตามที่คาดหวังไว้ เพราะช่วงนั้นตลาดหุ้นไม่ค่อยดี ทำให้ เขาต้องกลับไปทำงานที่บ้าน(จ.นครสวรรค์) ซึ่งคุณพ่อได้เปิดร้านค้าวัสดุก่อสร้างให้มีพื้นที่ประมาณ 10 ไร่    

                                               “หากไม่ฝึกฝนก็จะไม่เกิดชัยชนะ”

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย จากการเล่นหุ้น ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย จากการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้การเล่นหุ้น ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *