ลงทุนแบบพีระมิด

ลงทุนแบบพีระมิด

หลายๆ คนที่หันมาเป็นนักเก็งกำไรจากราคา โดยใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิค จะพบกฎเหล็กข้อนึงเสมอคือ การกำหนดจุดตัดขาดทุนเพื่อควบคุมความเสี่ยง

โดยทุกสำนักจะย้ำนักย้ำหนา ว่าอย่าให้ความเสียหายจากการคัทลอส ทำให้พอร์ตเสียหายมากเกินไป พูดง่ายๆ คือ พอรู้จุดที่คัทลอสแล้ว ต้องจัดการเงินในการลงทุนครั้งนั้นให้เหมาะสม ไม่ให้ทุ่มลงมากเกินไป

วิธีนี้เวลาขาดทุนก็ดีครับ เพราะลงเงินน้อย คัทลอสก็เข้าเนื้อน้อย แต่เวลาเทรดที่ทำกำไรนี่สิ ลงเงินน้อยก็ได้กำไรน้อยตามไปด้วย แบบนี้เมื่อไหร่จะรวย…

สิ่งที่หนังสือหรือกูรูหลายๆ คนไม่ยอมบอก ก็คือ การซื้อนั้นไม่จำเป็นต้องซื้อให้เสร็จในครั้งเดียวครับ นักเก็งกำไร เมื่อเห็นว่าการซื้อครั้งไหน ถูกต้อง คือราคาวิ่งไปตามทิศทางที่คาดคะเนไว้ นอกจากไม่ควรรีบขายแล้ว ยังควรที่จะซื้อเพิ่มด้วยครับ

::::::::::::::::::::::::::::::::::::

ซื้อเพิ่มไม่ถูกกำไรอาจกลายเป็นขาดทุน
นักเก็งกำไรบางคนบอกว่า ก็พอเห็นว่ามีกำไรก็ทยอยซื้อเพิ่มเรื่อยๆ แต่ที่ไหนได้ ราคาพักตัวลงมาแค่หน่อยเดียว ทำเอากำไรที่สะสมมาตั้งนาน หดหายไปหมดเลย ลองมาดูตัวอย่างกันครับ

ซื้อหุ้นครั้งแรก ราคา 10 บาท จำนวน 1,000 หุ้น โดยตั้งระยะคัทลอสไว้ที่ 0.50 บาท (ถ้าลงมาถึง 9.50 บาท ก็ขายตัดขาดทุน)

ซื้อหุ้นครั้งที่ 2 ราคาเพิ่มเป็น 10.50 บาท คราวนี้ซื้อเพิ่มเท่าที่มี คือซื้อเพิ่มอีก 1,000 บาท ตอนนี้เลยมีหุ้น 2,000 หุ้น ทุนเฉลี่ยเพิ่มเป็น 10.25 บาท ตั้งระยะคัทลอสไว้ที่ 0.50 บาทเช่นเดิม (ลงมาถึง 10 บาท ก็ขาย)

ซื้อหุ้นครั้งที่ 3 ราคาเพิ่มเป็น 11 บาท ซื้อเพิ่มเท่าที่มี คือซื้อเพิ่มอีก 2,000 บาท ตอนนี้เลยมีหุ้น 4,000 หุ้น ทุนเฉลี่ยเพิ่มเป็น 10.60 บาท ตั้งระยะคัทลอสไว้ที่ 0.50 บาทเช่นเดิม (ลงมาถึง 10.50 บาท ก็ขาย)

ซื้อหุ้นครั้งที่ 4 ราคาเพิ่มเป็น 11.50 บาท ซื้อเพิ่มเท่าที่มี คือซื้อเพิ่มอีก 4,000 บาท ตอนนี้เลยมีหุ้น 8,000 หุ้น ทุนเฉลี่ยเพิ่มเป็น 11.06 บาท ตั้งระยะคัทลอสไว้ที่ 0.50 บาทเช่นเดิม (ลงมาถึง 11 บาท ก็ขาย)

ซื้อหุ้นครั้งที่ 5 ราคาเพิ่มเป็น 12 บาท ซื้อเพิ่มเท่าที่มี คือซื้อเพิ่มอีก 8,000 บาท ตอนนี้เลยมีหุ้น 16,000 หุ้น ทุนเฉลี่ยเพิ่มเป็น 11.53 บาท ตั้งระยะคัทลอสไว้ที่ 0.50 บาทเช่นเดิม (ลงมาถึง 11.50 บาท ก็ขาย)

ลักษณะการซื้อแบบนี้เป็นแบบพีระมิดหงาย และมีการยกจุดคัทลอสขึ้นตาม (Trailing Stop) แต่แทนที่จะเป็นการยกขึ้นเพื่อล็อคกำไร กลับกลายเป็นว่า ไม่ว่าราคาจะขึ้นไปจนซื้อได้กี่ไม้ก็ตาม เมื่อจบรอบและราคาพักตัวลงมาถึงจุดคัทลอส ก็จะขาดทุน 500 บาทเสมอ

ดังรูป คือราคา ตรงกลางสีเขียว คือจำนวนที่ซื้อ ส่วนสีส้มด้านขวาคือผลกำไรขาดทุน หากราคากลับตัวจากจุดนั้นลงมาแตะระดับคัทลอส

ยกตัวอย่าง ถ้าผิดตั้งแต่ไม้แรก คือ 10 บาท ขาย 9.50 บาท ก็จะขาดทุน 0.50 บาท/หุ้น จำนวน 1,000 หุ้น รวมขาดทุน 500 บาท

แต่หากจับจังหวะได้ดี เจอราคาขึ้นไปเรื่อยๆ ถึง 12 บาท แต่ด้วยการซื้อเพิ่มแบบพีระมิดหงาย ทำให้พอราคาพักมา 11.50 บาท ต้องขาย ก็จะขาดทุน 0.03 บาท/หุ้น จำนวน 16,000 หุ้น รวมขาดทุน 500 บาท เหมือนเดิม

พูดง่ายๆ คือ ถ้าซื้อด้วยวิธีนี้ ไม่ว่าจะเลือกผิดจังหวะแต่ต้น หรือถูกจังหวะจนไปได้ไกลแค่ไหน สุดท้ายพอราคาตกลงมาถึงจุดขาย ก็ขาดทุนอยู่ดี ที่เป็นแบบนี้เพราะการซื้อเพิ่มแบบพีระมิดหงาย ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยเพิ่มเร็วเกินไป

::::::::::::::::::::::::::::::::::::

ซื้อแบบเท่ากันทุกไม้
จากตัวอย่างเดิม หากเปลี่ยนเป็นการซื้อด้วยขนาดที่เท่ากันทุกครั้ง จะได้ผลที่ต่างไปมาก ดังนี้
ซื้อหุ้นครั้งแรก ราคา 10 บาท จำนวน 1,000 หุ้น ทุนเฉลี่ย 10 บาท
ซื้อหุ้นครั้งที่ 2 ราคาเพิ่มเป็น 10.50 บาท ซื้อเพิ่ม 1,000 บาท ทุนเฉลี่ยเป็น 10.25 บาท (มี 2,000 หุ้น)
ซื้อหุ้นครั้งที่ 3 ราคาเพิ่มเป็น 11 บาท ซื้อเพิ่ม 1,000 บาท ทุนเฉลี่ยเป็น 10.50 บาท (มี 3,000 หุ้น)
ซื้อหุ้นครั้งที่ 4 ราคาเพิ่มเป็น 11.50 บาท ซื้อเพิ่ม 1,000 บาท ทุนเฉลี่ยเป็น 10.75 บาท (มี 4,000 หุ้น)
ซื้อหุ้นครั้งที่ 5 ราคาเพิ่มเป็น 12 บาท ซื้อเพิ่ม 1,000 บาท ทุนเฉลี่ยเป็น 11 บาท (มี 5,000 หุ้น)

จากภาพนี้ หากซื้อได้แค่ไม้แรก หรือไม่เกินไม้ที่ 2 เมื่อคัทลอสจะขาดทุน 500 บาท แต่หากราคาหุ้นผ่าน 11.00 บาท หรือได้เข้าซื้อไม้ที่ 3 เป็นต้นไป จะไม่มีทางขาดทุนอีกเลยเวลาคัททอส และกำไรจากทุกๆ การขึ้น ก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นอีกด้วย (ไม้ 3 ปิดประตูขาดทุน ส่วนไม้ 4 เริ่มได้กำไร)

คราวนี้มาดูจุดสำคัญมากอีกจุด เดิมทีเดียวการซื้อหุ้นแบบไม้เดียว (สมมติระยะ Trailing Stop เป็น 5%) หากซื้อปุ๊บตกปั๊บ จะขาดทุน 500 บาท หากขึ้นไป 10.50 บาท แล้วย่อก็จะขายที่เท่าทุนคือ 10 บาท แต่เหนือจากนั้นก็จะมีกำไร เช่นขึ้น 12 บาทและย่อ จะขายที่ 11.50 บาท มีกำไร 1,500 บาท (เส้นสีแดง กำไรในแถวกลาง)

ไฮไลท์อยู่ที่ หากนักลงทุนเจอหุ้นที่ผันผวนขึ้นแรงถึง 12 บาทได้ กำไรในครั้งนั้นจะครอบคลุมขาดทุนได้ถึง 3 ครั้ง หรือพูดง่ายๆ คือ ขอถูกแค่ 1 ครั้ง ต่อการขาดทุน 3 ครั้ง (ความแม่น 25%) เท่านี้ก็สามารถอยู่ในตลาดได้แบบไม่ขาดทุนแล้ว

แต่หากเรา เพิ่มการซื้อแบบเท่ากันทุกไม้เข้าไป ผลที่ได้จะเป็นดังภาพแถวขวาสุด

สมมติเจอหุ้นแบบเดียวกัน กำไรจากการขึ้นไปถึง 12 บาท คราวนี้จะมีกำไรถึง 2,500 บาท หรือครอบคลุมการขาดทุนได้ถึง 5 ครั้ง

ตัวเลขอาจจะเยอะไปหน่อย แต่อยากลองให้พิจารณาดูดีๆ หลายๆ รอบ รับรองว่าคุ้มค่า เพราะหากนำไปใช้กับวิธีการเทรดที่มีอยู่เดิม ประสิทธิภาพเดิมๆ การบริหารหน้าตักในการซื้อจะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกำไรของคุณได้ครับ

เปิดโลกการเรียนรู้สู่การลงทุน ต่อยอดสู่ความมั่งคั่ง เริ่มต้นเรียนรู้ได้ที่ห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครับ ห้องสมุดมีหนังสือดีด้านการเงิน การลงทุน กว่า 20,000 เล่ม รอให้ทุกท่านได้มาเรียนรู้

ห้องสมุดเปิดให้บริการทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 08:30-21:00 น.

ฟ้าไม่เคยลิขิตให้ใครจน แต่คนต้องรู้จักลิขิตชีวิตตัวเอง

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย จากการเล่นหุ้น ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย รวยด้วยการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้การเล่นหุ้นไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

วิธีการสมัคร Exness

วิธีการฝากเงินเข้า Exness

วิธีการถอนเงินออกจาก Exness

วิธีการเปิดบัญชี Demo ทดลองเทรด

วิธีการติดตั้งโปรแกรมเทรด MT4 Exness

วิธีเลือกเล่นหุ้นไทยผ่านโบรกเกอร์ Exness

วีดีโอสอนวีดีโอสอนเทรดforex เริ่มต้น บทที่ 1

เล่นหุ้นมีโอกาสรวยได้อย่างไร

การเล่นหุ้นมีโอกาสรวยหรือไม่ เป็นเรื่องที่หลายคนน่าจะอยากรู้ เพราะหลายคนที่ออกมาเปิดตัวนั้น ล้วนแต่ร่ำรวยกันเหลือเกิน แต่หนทางที่เดินมา แสนไกลกว่าจะร่ำรวยนั้น ไม่มีใครร่ำรวยในไม่กี่วัน ไม่กี่เดือน หรือไม่กี่ปี อาจจะใช้เวลาเป็นสิบปี ไม่ได้รวยง่ายๆ อย่างที่หนังสือหลายเล่มออกมาเปิดตัว หรือหลายคนออกมาเปิดเผย อีกทั้งการออกมาเปิดตัวนั้น มีส่วนสร้างรายได้ตามมาด้วย เช่น การขายหนังสือ อบรม หารายได้เข้าเว็บไซต์ เป็นต้น อย่างผู้เขียนหนังสือ พ่อรวยสอนลูก นั้น ขายไปทั่วโลกกว่า 26 ล้านเล่ม ก็คิดเอาเองว่า ทำกำไรได้มากเพียงใด ไหนจะการอบรม สัมมนา สอนเรื่องการเงิน และการต่อยอดแบบอื่นๆ ที่สร้างรายได้ตามมา ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องรู้ต้องตามให้ทัน ต้องรู้พื้นฐานเกี่ยวกับหุ้น จะได้รู้ว่า มันจะรวยจริงไหม เหมาะกับ เราหรือไม่ คุณสมบัติของเรานั้น เล่นหุ้นแล้วมีโอกาสรวยหรือไม่

 

ตัวอย่างคนใกล้ตัวที่รวยจากหุ้น

 

สำหรับประสบการณ์ตรงที่ได้พบเห็นก็คือ เพื่อนๆ ใกล้ตัวที่เล่นหุ้น เล่นกันมาสิบกว่าปี ก่อนจะรวยหลักสิบล้านในทุกวันนี้ แต่บางคนก็ไม่รวย ทั้งๆ ที่ เล่นหุ้นมานานเหมือนกัน ซึ่งจะมี 2 กลุ่ม คือ เน้นออมหุ้น ปันผล และกลุ่มที่ 2 เน้นเก็งกำไร

 

กลุ่มที่ 1 เล่นหุ้นปันผล เน้นออมหุ้น ถือไว้ระยะยาว

 

การเล่นหุ้นที่ทำให้รวย ซึ่งหลายคนที่รวยๆ กันในตอนนี้ออกมาเปิดตัว ทั้งการออกหนังสือหรือเผยแพร่ทางเว็บไซต์ก็ตาม ส่วนใหญ่มาจากการถือหุ้น ระยะยาว โดยเฉพาะหุ้น ปตท เมื่อครั้งที่เพื่อนผมเริ่มเล่นหุ้นนั้น หุ้นมีราคาหุ้นละ 10 กว่าบาทเท่านั้นเอง จนกระทั่ง ราคาหุ้นขึ้นไป 300 กว่าบาท

 

เพื่อนคนนี้ก็ซื้อไว้เรื่อยๆ ผ่านไปสิบกว่าปี ที่ได้ทยอยซื้อเก็บไว้เรื่อยๆ ไม่รู้ว่าซื้อไปกี่หุ้น เพราะทำงานประจำ ไม่มีช่องทางลงทุนทางอื่น จึงซื้อหุ้นเก็บ ไว้อย่างเดียว จากหุ้นราคา 10 กว่า บาท ขึ้นมาเป็น 300 กว่าบาท เอาแค่ซื้อไว้ 20,000 หุ้น ก็ทำกำไรได้ ประมาณ 6,000,000 บาทแล้ว นี่แค่คน ทำงานประจำเงินเดือนไม่มากนัก แล้วบรรดาเจ้าของกิจการ เศรษฐี คนที่มีเงินหลายสิบล้าน ร้อยล้าน พันล้าน หากมาซื้อหุ้นเก็บไว้แบบนี้จะทำกำไรได้ เท่าไหร่

 

แต่ละคนที่รวยแล้ว และออกมาให้ความรู้นั้น จึงไม่ได้รวยในชั่วเวลาข้ามคืน อ่านแล้วก็ต้องทำความเข้าใจ อย่าไปเคลิ้มตามว่า จะต้องรวยเหมือน เศรษฐีเหล่านั้น ในระยะเวลาสั้นๆ ไม่กี่วัน ไม่กี่เดือนหรือไม่กี่ปี แต่ทั้งนี้ก็สามารถรวยได้ หากมีเงินทุนมากๆ และเล่นหุ้นแบบเก็งกำไร คล้ายกับกลุ่มที่ 2

 

กลุ่มที่ 1 นี้ มีเพื่อนรู้จักกันเล่นอยู่ 2 คน รวยจากหุ้นทั้งคู่ เมื่อขายหุ้นออกไป ก็นำเงินไปลงทุนอย่างอื่น ซื้อที่ทำไร่ ทำสวน กระจายความเสี่ยง เพิ่ม ช่องทางสร้างรายได้ทางอื่น หรือซื้อของใช้ ซื้อบ้าน นี่คือโอกาสรวยของคนเล่นหุ้น แต่จะเห็นว่าใช้เวลานานมาก กว่าจะออมหุ้น ซื้อหุ้นตุนไว้จำนวนมาก และหุ้นมีราคาสูงขึ้นมาก

 

ในการเล่นหุ้นแบบนี้ มีโอกาสรวยหากหุ้นปรับราคาขึ้นไปในอนาคต ซึ่งต้องซื้อไว้หลายปี กว่าจะรวย นอกจากนี้การซื้อหุ้นบางตัว ก็จะได้เงินปันผลอีก ด้วย สมมุติว่าได้เงินปันผล หุ้นละ 1 บาท ซื้อไว้ 200,000 หุ้น ได้ปีละ 200,000 บาท หรือ เดือนประมาณ 16,666 บาท ก็ไม่จำเป็นต้องทำงาน ประจำแล้ว ลาออกมาอยู่บ้านได้เลย หรือหากเกษียณแล้วชีวิตบั้นปลายก็ไม่ลำบาก แต่ส่วนใหญ่จะลำบาก เพราะลูกหลาน ญาติพี่น้อง ชาวบ้านรุมทึ้งอยู่ดี

 

อ่านถึงตรงนี้ก็น่าจะมองภาพออกแล้วว่า ความรวยจากการเล่นหุ้นมาได้อย่างไร ต้องใช้เวลานานแค่ไหน และมีโอกาสอีกหรือไม่ที่จะรวยมหาศาล เหมือนหุ้น ปตท ในอดีต ซึ่งปัจจุบันนี้เป็นเรื่องยากมาก มีบริษัทเกิดใหม่ มีคนมากกว่าเดิม การแข่งขันสูงกว่าเมื่อก่อน ตลอดจนรูปแบบการทำธุรกิจที่ หลากหลายกว่าเดิมมาก การหาเงินหลักสิบล้านสำหรับคนรุ่นใหม่ มีช่องทางมากมายที่จะหาได้เร็วกว่านี้ อย่างการหาเงินออนไลน์ ขายสินค้าออนไลน์ บางคนหาได้สบายๆ เดือนละ 2-3 ล้าน ด้วยเงินลงทุนหลักแสนก็มี

 

นอกจากนี้ ก็ไม่มีใครรับประกันด้วยว่า ราคาหุ้นจะตกหรือราคาจะขึ้น หากทยายซื้อตุนไว้ ในอีกสิบกว่าปีข้างหน้า อาจจะไม่รวยก็ได้ เพราะหุ้นราคา ตก ซื้อไว้ 20,000 หุ้นๆ ละ 10 บาท ผ่านไป 5 ปี หุ้นตกเหลือ 6 บาท ขาดทุนไปหลายหมื่นบาทแล้ว การเล่นหุ้นจึงไม่ได้รวยได้ง่ายๆ อย่างที่เราเห็น จากผู้ที่รวยแล้ว ออกมาเปิดเผย อย่าตาโต มองแต่ความสำเร็จของคนเหล่านั้น ต้องศึกษาเจาะลึก ถึงประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านยอดดอย ผ่านมาม่า ฯลฯ ของแต่ละคนด้วย กว่าจะนิ่งและรวยได้นั้น ยากจริงๆ ต้องศึกษาหาความรู้อย่างมากเช่นกัน

 

กลุ่มที่ 2 เล่นหุ้นเก็งกำไร ซื้อมาขายไป

 

เพื่อนๆ ในกลุ่มที่ 2 ของผมก็มีหลายคน เน้นซื้อเก็งกำไร เช่น หุ้นละ 10 บาท ซื้อไว้ 20,000 หุ้น ในราคา 200,000 บาท ปรากฏว่าโชคดี วันถัด ไป หุ้นปรับราคาขึ้นไป 12 บาท ก็เทขายไปทั้ง 20,000 หุ้น ได้มาทั้งหมด 240,000 บาท แค่ข้ามวัน ทำกำไรทันที 40,000 บาท นี่คือการเก็งกำไร สรุปว่า วันเดียว ก็ได้กำไรไป 40,000 แล้วถ้าทำได้ทุกวัน มันจะรวยขนาดไหน แค่สมมุตินะ เพราะความจริงไม่ใช่แบบนี้

 

แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น หากคนในกลุ่มที่ 1 ซึ่งรวยจากหุ้นระยะยาวเป็นสิบล้านแล้ว เอาเงินมาต่อยอด แทนที่จะซื้อไว้ 20,000 หุ้น แต่ซื้อสัก 1,000,000 หุ้น ในราคา 10,000,000 บาท ซึ่งจะทำกำไร ได้มากถึง 12,000,000 บาท ทำกำไร วันเดียวได้มากถึง 2,000,000 บาท แล้วถ้ามี เงินสัก ร้อยล้าน พันล้าน นำมาซื้อหุ้นเพื่อขายเก็งกำไรแบบนี้ จะทำกำไรได้ต่อวันกี่ล้าน มันไปหลักสิบล้าน ร้อยล้าน พันล้าน เยอะมาก

 

คนที่รวยเพราะหุ้นมาแล้ว หรือมีเงินมาก จึงมีโอกาสรวยยิ่งๆ ขึ้น แต่คนทำงานเงินเดือนประจำ แบ่งเงินมาซื้อทีได้ไม่กี่หุ้น เช่น หุ้นราคา 10 บาท ซื้อ 1000 หุ้น ในราคา 10000 บาท หากราคาปรับขึ้นเป็นหุ้นละ 12 บาท ก็จะได้ 12,000 ทำกำไร 2,000 บาท ได้เงินมาแล้ว กว่าจะรวยนั้น ต้องใช้ เวลา หากไม่มีวินัย ได้เงินมาแล้ว ใช้หมด ก็จบกัน

 

แต่ราคาหุ้นนั้นไม่ได้มีแต่ขึ้นอย่างเดียว มีลงด้วย หากวันถัดไป ราคาจาก 10 บาท ราคาหุ้นตกเหลือ 8 บาท คนที่ซื้อไว้ 20,000 หุ้น แทนที่จำกำไร 40,000 บาท แต่จะขาดทุน 40,000 บาททันที คนที่ซื้อไว้ 1,000,000 หุ้น แทนที่จะกำไร 2,000,000 ก็จะขาดทุน 2,000,000 บาททันที เหลือ 8,000,000 บาท แล้วถ้าราคาหุ้นยังตกต่ออย่างต่อเนื่อง เงิน 10,000,000 ก็พร้อมจะหายไปได้เหมือนกัน

 

คนมีเงินทุนเยอะ มีจำนวนหุ้นในมือมากๆ จึงรวยแบบข้ามคืนด้วยวิธีนี้นั่นเอง ซึ่งเป็นเรื่องยากที่คนทั่วไปจะทำได้ เพราะจะเอางินสิบล้านที่ไหนไปซื้อ มี ลิบล้านในมือก็จริง แต่จะมีสักกี่คน ที่กล้าซื้อ เพราะหากหุ้นราคาตก ขาดทุนเป็นล้านในวันเดียวได้เหมือนกัน คนส่วนใหญ่จึงไม่รวยนั่นเอง ใครจะกล้า เสี่ยง

 

เซียนหุ้นที่ผ่านร้อน ผ่านหนาวมาแล้ว จึงยากที่จะพลาดจนหมดตัว เพราะผ่านการสูญเงินมาแล้ว คนที่ผ่านมาได้ ก็คือคนที่ออกมาเล่าประสบการณ์ ให้เราฟัง แล้วพวกที่ไม่ผ่าน ไปไหนกันหมด โดยเฉพาะมือใหม่ มีโอกาสพลาด หมดตัวได้ง่ายๆ เพราะไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ก่อนจะเล่นจึงต้องศึกษาให้ดี

 

มนุษย์เงินเดิอนจะเล่นหุ้นให้รวย ต้องทำอย่างไร

 

สำหรับคนทั่วไป ที่ไม่มีรายได้มากนัก หรือมนุษย์เงินเดือนก็ตาม ก่อนอื่น ให้เอาคำว่า รวย ออกจากหัวไปก่อน เพราะในปัจจุบันนี้โอกาสรวย สำหรับสำหรับการเล่นหุ้นไม่ง่ายอย่างที่คิด คงไม่มีหุ้นของบริษัทไหนจะขึ้นได้มากๆ จาก สิบกว่าบาท เป็น สามร้อยกว่าบาท เหมือนหุ้น ปตท อีกแล้ว ซึ่งต้องเล่นในลักษณะการออมหุ้น เท่านั้น รอให้หุ้นปรับราคาขึ้นในอนาคต และได้เงินปันผล คล้ายกับ กลุ่มที่ 1 ที่เล่นหุ้น ปตท ตัวอย่างเช่นจากที่ซื้อ หุ้นละ 10 บาท ผ่านไป 20 ปี หุ้นราคาขึ้นไป 50 บาท ทยอยซื้อเก็บไว้มาตลอด 20 ปี ซื้อไว้ทั้งหมด 100,000 หุ้น ซึ่งปรับราคาจาก 10 บาท เป็น 50 บาท มูลค่าเงินของเราในตลาดหุ้น ก็จะเพิ่มเป็น 50 x 100,000 = 5,000,000 บาท

 

ถ้า 20 ปีข้างหน้าเป็นการเกษียณอายุ ก็จะมีเงินให้ใช้สบายๆ 5,000,000 บาท แต่ต้องขายหุ้นทั้งหมดไปเลย หรืออาจจะมีจากการปันผล เช่น ปัน ผลได้หุ้นละ 1 บาท มีอยู่ 100,000 หุ้น ก็จะได้ 100,000 บาทต่อปี หรือเดือนละ 8,000 กว่าบาท ให้ใช้ในบั้นปลายของชีวิต

 

แต่การเล่นหุ้นนั้นหยุดไม่ได้ หากยังมีค่าใช้จ่ายอยู่ เมื่อได้เงินมาแล้ว หรือหุ้นเริ่มขึ้น การทยอยขายบางส่วน แล้วทยอยซื้อหุ้นอื่นตุนไว้ เรื่อยๆ เป็น สิ่งที่ต้องทำ ไม่เช่นนั้น ก็จะรวยครั้งเดียว หากมีรายจ่ายมากๆ ในภายหลัง ใช้เงินหมด ก็กลับไปจนเหมือนเดิม

 

นี่คือแนวทางการเล่นหุ้นของมนุษย์เงินเดิอน โอกาสรวย เหมือนเล่นหุ้น ปตท นั้น ยากมาก แต่อย่างน้อยให้มองเป็นการออมเงินไว้ใช้ในอนาคต ไม่ เช่นนั้นคนเล่นหุ้นก็รวยกันไปหมดแล้ว การเล่นหุ้นสำหรับมนุษย์เงินเดือน จึงต้องเลือกว่าจะเล่นแบบไหน หากเล่นแบบเก็งกำไร ผ่านไปสิบกว่าปี อาจจะ ไม่รวยหรือมีเงินมากพอสำหรับการใช้จ่ายในวัยเกษียณ เพราะกำไรที่ได้มา อาจจะใช้หมด หรืออาจจะพลาดเสียเงิน เพราะหุ้นตก ได้กำไรบ้าง ขาดทุน บ้าง

 

แต่การเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรดูจะไม่เหมาะสำหรับคนทำงานประจำ เพราะต้องดูราคาหุ้นขึ้นลงบ่อยๆ รบกวนสมาธิการทำงาน และเครียดมากกว่า จึง ควรเล่นหุ้นแบบออมหุ้น และเน้นหุ้นปันผล หากต้องการความสบายใจและมีโอกาสมีความมั่นคง เน้นออมหุ้นไว้ใช้ในบั้นปลายชีวิตนั่นเอง เพราะการนำ เงินไปฝากธนาคารนั้นได้ดอกเบี้ยน้อยมาก

 

ตัวอย่างการเล่นหุ้นสำหรับมนุษย์เงินเดิอนหรือผู้มีรายได้ประจำ

 

การเล่นหุ้นสำหรับมนุษย์เงินเดือน เป็นเรื่องยากเพราะต้องมีวินัยสูงมาก ต้องมีวินัยจัดแบ่งเงินมาซื้อหุ้นไว้เพื่ออนาคตอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่าง เงินเดิอน 20,000 บาท

 

รายรับจากเงินเดิอน 20,000 บาท

 

แบ่งการใช้จ่ายและออมดังนี้ 1. รายจ่าย เดือนละ 8,000 บาท 2. ออม ฝากธนาคาร 2,000 บาท 3. ลงทุน เล่นหุ้น 10,000 บาท ต้องซื้อหุ้นทุกเดือน เพื่อสะสมหรือออมหุ้นไว้ แทนการฝากเงินกับธนาคาร เพราะดอกเบี้ยน้อยมาก และต้องซื้อไปอีก นานเป็นสิบๆ ปี กว่ามูลค่าหุ้นจะมีมากพอสำหรับชีวิตในยามเกษียณ ได้เงินปันผลเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

 

ในความเป็นจริงแล้วจะมีมนุษย์เงินเดือนสักกี่คนที่จะสามารถแบ่งเงินไปลงทุนได้ทุกเดือนๆ ละ 10,000 บาท แต่เพื่อนผมทำได้ และทำได้มากกว่า นั้น เพราะทำตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 30 และก็เป็นโสดยาวมาจนกระทั่งเกือบ 40 ไม่มีรายจ่ายเรื่องการซื้อบ้าน ผ่อนบ้าน ไม่มีเมีย ไม่มีลูก ไม่ต้องผ่อนรถ จึงแบ่งเงินไปลงทุนกับหุ้นได้เต็มที่ แต่คนทำงานในยุคปัจจุบันนี้ มีวัตถุล่อลวงเยอะเหลือเกิน iPhone 6 มาแล้ว ผ่อนดีกว่า หยุดเอาเงินไปลงทุนกับหุ้น ก่อน มาผ่อน iPhone 3 เดือนก็หมดล่ะ ฟรีดอก พลาดไม่ได้ ไหนจะผ่อนรถ ผ่อนบ้าน มีกิ๊ก เที่ยว ฯลฯ โอกาสที่จะรวยจากการเล่นหุ้นจึงยากจริงๆ เพราะรายจ่ายเยอะ

 

แม้จะยากแต่ก็อย่าได้หมดกำลังใจ เพราะการออมเงินนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องออมไว้ใช้ในยามแก่ชรา โอกาสรวยอาจจะยาก แต่ก็ต้องทำ ออมหุ้น ซื้อบ้านหรือคอนโดให้เช่า ลงทุนด้านอื่น กระจายๆ กันไป ป้องกันความเสี่ยง อย่าให้มีรายได้ทางเดียว หากรายได้มันหดหายไป โดยเฉพาะหุ้น หากราคาตกเมื่อไหร่ เงินหายไปทันที มีเงินมาก ก็หายไปมากเช่นกัน มูลค่าหุ้นหลายพันลาน อาจจะไม่เหลือเลย หากเจอกรณีคล้ายกับหุ้น BBC หุ้น ธนาคารดังในอดีตที่ทำหลายคนหมดตัวมาแล้ว

 

การเล่นหุ้น สำหรับผู้ที่มีรายได้ไม่ประจำหรือมีเงินเก็บ

 

กรณีนี้อาจจะมีเงินเก็บ แล้วสนใจการเล่นหุ้น และไม่มีรายได้ประจำ หรืออีกนานกว่าจะเก็บเงินได้สักก้อน การเล่นหุ้นในลักษณะการออมหุ้ม อาจจะ ไม่เหมาะ หากเน้นกำไรระยะสั้น

 

ตัวอย่างการเล่นหุ้นในลักษณะการออมหุ้ม เน้นปันผล

 

มีเงินเก็บ 40,000 บาท หากนำเงินไปซื้อหุ้นๆ ละ 10 บาท ก็จะได้ 4000 หุ้น ซึ่งต้องเน้นซื้อหุ้นที่ปันผล ในแต่ละปีสมมุติว่ามีเงินปันผลให้ หุ้นละ 1 บาท ซื้อไว้ 4,000 หุ้น ก็จะได้เงินปันผล 4,000 บาท ซึ่งเงิน 40,000 บาทหากนำไปฝากธนาคาร จะได้ดอกเบี้ยไม่กี่ร้อยบาทต่อปีเท่านั้นเอง

 

หากเป็นเงินเย็นๆ ไม่ได้ใช้จ่ายอะไร เก็บไว้นิ่งๆ ในธนาคารเท่านั้น การนำไปเล่นหุ้นย่อมจะดีกว่า ผ่านไป หนึ่งปี ได้เงินปันผล และเงินออมที่ทยอย เก็บเพิ่มได้ ก็นำไปซื้อหุ้นปันผลไว้อีก ผ่านไปสัก 10 ปี ก็จะมีมูลค่าหุ้นหลักแสนบาทแน่นอน หากทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไปจนถึงวัยแก่ชรา ก็จะมีเงินไว้ใช้ ในบั้นปลายชีวิต พอสมควร

 

แต่สิ่งสำคัญก็คือ ต้องทำไปเรื่อยๆ ห้ามหยุด จนกว่า รายได้ที่ได้จากเงินปันผลต่อปีนั้น จะมากพอสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ทำแบบนี้ต่อเนื่องไป เรื่อยๆ จนกระทั่งอายุ 50 ปี มีหุ้นรวม 240,000 หุ้น แต่ละปี ได้เงินปันผล หุ้นละ 1 บาท รวม 240,000 บาท ต่อปีหรือเดือนละ 20,000 บาท ถ้า คิดว่าเพียงพอกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันแล้ว อาจจะเกษียณตัวเอง ลาออกจากงานประจำมานั่งๆ นอนๆ รอกิน รอใช้เงินปันผล ก็ตามสะดวก ณ ตอนนั้น ก็คงจะเป็นคนรวยในสายตาคนรอบข้างอย่างแน่นอน เพราะหุ้นจำนวน 240,000 หุ้นนั้น หากหุ้นมีราคาหุ้นละ 50 บาท ก็จะมีมูลค่าหุ้นหลัก ล้านบาท จะขายบางส่วนเอาเงินมาใช้จ่าย หรือจะเก็บไว้รับเงินปันผลก็ได้

 

ตัวอย่างการเล่นหุ้นในลักษณะการเก็งกำไร

 

แต่หากต้องการสร้างรายได้จากการเล่นหุ้นเร็วกว่านั้น เงิน 40,000 บาท ก็สามารถทำได้ เช่น ซื้อหุ้นๆ ละ 10 บาท ได้ 4,000 หุ้น ในวันถัดไป ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไป 11 บาท ก็เทขายไปทั้งหมด จะได้เงินกลับมา 11 x 4,000 หุ้น = 44,000 บาท แค่วันเดียว สามารถทำกำไรได้ 4000 บาท จากนั้นก็หาหุ้นตัวใหม่ที่คาดว่า ราคาน่าจะปรับตัวสูงขึ้น ไปซื้อ แล้วรอให้ขึ้น แล้วก็ขายทำกำไรอีก ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ แต่หากราคาหุ้นปรับราคาลดไป 1 บาท เหลือ 9 บาท ก็จะเหลือมูลค่าหุ้น 9 x 4,000 หุ้น = 36,000 บาท ขาดทุนไปทันที 4,000 บาทต่อวันเช่นกัน

 

หากทำกำไรได้ทุกวัน ด้วยเงินทุน 40,000 บาท ก็จะมีโอกาสทำเงินได้เกิน 120,000 ต่อเดือน (4,000 x 30 วัน) แต่หากราคาหุ้นตกติดต่อทุก วันเงิน 40,000 ก็พร้อมจะหายไปได้ทันที เช่น หุ้นตกเหลือ 5 บาท เงินก็จะหายไปทันที 20,000 ในอีกวันถัดไป เล่นเอาน้ำตาเล็ดได้เหมือนกัน (ข้อมูลสมมุติ แต่แนวทางก็จะตามนี้ ตัวเลขอาจจะน้อยหรือมากกว่านี้ ขึ้นอยู่กับราคาหุ้นที่ปรับขึ้นหรือลง หากอยากรู้ก็ต้องทดลองดู)

 

หากศึกษาให้ดี ก็มีโอกาสที่จะทำกำไรได้ อาจจะเน้นกำไรน้อยๆ ไม่ต้องมาก เช่น วันละไม่เกิน 2-500 บาทก็พอ แต่อาจจะต้องเหนื่อยหน่อยกับ การนั่งเฝ้าหน้าจอ เพื่อดูราคาหุ้น ว่าขึ้นหรือลงมากน้อยแค่ไหน จะได้รีบเทขายได้ทัน เพราะราคาหุ้นนั้น ปรับตัวตลอดเวลาทุกวินาที เงินจึงพร้อมจะ หายหรือทำกำไรได้ทุกวินาทีเช่นกัน

 

แต่การเล่นหุ้นแบบนี้ เหนื่อยไม่น้อย ต้องตามตลอดเวลา ศึกษาหาข้อมูล ดูราคาหุ้นขึ้นลง รีบเทขายหากหุ้นตก หรือเริ่มมีกำไร เมื่อหุ้นราคาตก บาง คนอาจจะคิดว่าเดี๋ยวก็ขึ้น แต่ราคาดันตกไม่หยุด ก็จะขาดทุนมาก กรณีราคาหุ้นปรับขึ้น บางครั้งขึ้นไปเรื่อยๆ หากเทขายเร็วเกินไป กำไรก็จะได้ไม่มาก แต่หากไม่รีบเทขาย ปรากฏว่ามันลงมาเหลือน้อยกว่าทุน ก็แย่ การเล่นแบบนี้ดูจะเหมาะสำหรับคนชอบเสี่ยง มีเวลาว่างหาความรู้ และติดตามหุ้น ไม่ เช่นนั้นเจ็บตัวแน่นอน

 

นอกจากนี้อาจจะหาทางแบ่งเงินไปลงทุนทางอื่นก็ได้ เช่น นำมาลองเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรสัก 20,000 บาท หาช่องทางลงทุนด้านอื่น หาสินค้ามา ขายผ่านเน็ต ผ่านเฟสบุ๊ค Line หรือหาแฟรนไชส์ต่างๆ หรือการเปิดร้านจริงๆ เปิดท้ายขายของ ฯลฯ ด้วยเงินลงทุน 20,000 บาท จะมีโอกาสทำกำไรได้ เช่นกัน และไม่เสี่ยง ไม่เหนื่อยเหมือนเล่นหุ้น

http://variety.siamebook.com/

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย จากการเล่นหุ้น ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย รวยด้วยการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้การเล่นหุ้น ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

โตแบบพอเพียงปีละ 40%นิยามเล่นหุ้น ปุณยวีร์ จันทรขจร

ควักเงินตั้งต้น 2.7 แสนบาท สอยหุ้น GUngHO หนึ่งตัว จากตลาดหุ้น Nikkei ผ่าน 4 เดือน ทะยานแตะ 1.2 ล้านบาท พลิกพอร์ตหุ้นญี่ปุ่น “เป๊ก ปุณยวีร์”

“เป๊ก ปุณยวีร์ จันทรขจร

นักลงทุนแนววีไอ ในฐานะนักเขียนมือใหม่ สังกัด Stock2morrow “ชายหนุ่มวัย 30 ปี” ผู้มากประสบการณ์การลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปัจจุบันเป็นเจ้าของพอร์ตลงทุนหลัก “สิบล้านบาท” ในดัชนีนิกเกอิ (Nikkei) ประเทศญี่ปุ่น

หลังหุ้น GUngHO online entertainment ผู้ผลิตเกมส์ออนไลน์ ที่เขาซื้อไว้เพียง 1 หุ้น ราคา 900,000 เยนต่อหุ้น “พุ่งพรวด” เป็น 4 ล้านเยน ต่อหุ้น ภายในระยะเวลา 3-4 เดือน และยังมีเงินลงทุนในตลาดหุ้นไทยหลัก “แสนบาท”
หนุ่มมากความสามารถ “หลงรัก” วัฒนธรรมจากประเทศญี่ปุ่นที่เข้ามาฝังรากลึกในเมืองไทยตั้งแต่เด็กๆ ทำให้เขาตัดสินใจสอบเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ เอกภาษาญี่ปุ่น ก่อนจะมาสอบชิงทุนปริญญาโท มหาวิทยาลัย Tsukuba ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างทำงานในองค์กรการศึกษาของประเทศญี่ปุ่น ตามคำแนะนำของเลขาท่านทูต

“ชีวิตชอบความท้าทาย” ทำให้ “หนุ่มเป็ก” ตัดสินใจเปลี่ยนงานประจำไปเรื่อยๆ เริ่มแรกเขานั่งทำงานอยู่ใน “เอสโซ่” ผู้ประกอบกิจการเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศญี่ปุ่น ก่อนจะโยกมาทำงานในองค์กรเกี่ยวกับการศึกษาของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตั้งอยู่ในถนนอโศก เพียงเพราะเบื่องานซ้ำซากจำเจ ก่อนจะลาออกไปเรียนปริญญาโท เมื่อจบการศึกษา เขาเลือกยึดอาชีพไกด์ 8-9 เดือน และบินกลับเมืองไทย ปัจจุบันทำงานเป็น “ดีเจ-ครีเอทีฟ” ประจำคลื่น 93.75 สถานีที่เน้นเปิดแต่เพลงญี่ปุ่น

“ความโลภ-ความกลัว” คือ อุปสรรคในการลงทุน” “เซียนหุ้นอารมณ์ดี” บอกกับ “กรุงเทพธุรกิจ BizWeek” ก่อนจะเล่าถึงเส้นทางการลงทุนในตลาดหุ้น Nikkei ให้ฟังว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งนี้มีหุ้นซื้อขายประมาณ 225 ตัว ทุกตัวล้วนเป็นหุ้นพื้นฐานดี อาทิ หุ้น TOYOTA และหุ้น Honda เป็นต้น เปรียบสเมือน SET 50 บ้านเรา

เริ่มลงทุนตลาดหุ้นญี่ปุ่นครั้งแรกในปี 2554 เงินตั้งต้นราวๆ 300,000 บาท โดยการซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ต แต่มาลงทุนจริงจังช่วงครึ่งหลังปี 2555 เริ่มต้นสอย หุ้น Oriental land ซึ่งเป็นเจ้าของดีสนีย์แลนด์ และดิสนีย์ซี “ชอบหุ้นตัวนี้” เพราะเป็นสวนสนุกที่มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นทุกปี เขาลงทุนแค่ครั้งเดียว เน้นเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ เพื่อเพิ่มมาร์จิ้นเป็นหลัก

จากนั้นก็มาซื้อ หุ้น JR ในธุรกิจรถไฟฟ้า ตัดสินใจซื้อ เพราะเชื่อว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรรถไฟฟ้าในญี่ปุ่นไม่มีวันตาย ประชาชนส่วนใหญ่ใช้รถไฟฟ้าทุกวัน เราเองก็ใช้บริการอยู่ทุกวันเพื่อเดินทางไปเรียน ฉะนั้นเราสัมผัสได้ ตอนเช้าคนแน่นยิ่งกว่าปลากระป๋อง แถมเป็นธุรกิจที่ไม่มีคู่แข่งอีกต่างหาก ใครถือหุ้น JR 100 หุ้นขึ้นไป จะได้รับบัตรส่วนลด 30%

ต่อมาก็มาซื้อ หุ้น TOYOTA ตัวนี้ไม่ต้องบอก ก็รู้ว่าเขาเป็นเจ้าตลาดรถยนต์ ข้อดีเพียบ จากนั้นก็ซื้อ หุ้น UNIQLO เจ้าของเสื้อผ้าญี่ปุ่น แบรนด์ “ยูนิโคล่” เมื่อก่อนเคยทำงานอยู่ในยูนิโคล่ระยะหนึ่ง “ผมรู้ว่าเขามีมาร์จิ้นดีมากขนาดไหน” เพราะบริษัทประหยัดต้นทุนทุกอย่าง เราในฐานะนักลงทุนจะได้ประโยชน์เต็มๆ

หุ้นเหล่านี้ขอยกให้เป็น “หุ้นกองหลัง” บอกตรงๆไม่กล้าให้เป็น “หุ้นกองหน้า” หรือ “กองกลาง” เพราะเราไม่ได้ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ตัวอยู่เมืองไทยทำให้ความมั่นใจไม่เต็มร้อย ขอเน้นชัวร์ๆ ดีกว่า หลายคนคงตั้งคำถามอะไรคือ “หุ้นกองหลัง-กองหน้า-กองกลาง” เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

“ผมหวังผลตอบแทนจากดัชนี Nikkei เฉลี่ย 30-40% ได้แค่นี้ก็พอใจละ !!”

“หนุ่มเป๊ก” เล่าว่า พอร์ตหุ้นญี่ปุ่น เริ่มเปลี่ยนจาก “หลักล้าน” เป็น “หลักสิบล้าน” เพราะ “หุ้น GUngHO online entertainment” ผู้ผลิตเกมส์ออนไลน์ แม้จะซื้อเพียง 1 หุ้น ราคา 900,000 เยน หรือประมาณ 270,000 บาท ในช่วงสิ้นปี 2555 แต่หลังจากถือมา 3-4 เดือน ราคาทะยานมาแตะ 4 ล้านเยนต่อหุ้น หรือประมาณ 1.2 ล้านบาท จากนั้นบริษัทก็แตกพาร์จาก 1 หุ้น เป็น 10 หุ้น เพื่อจูงใจนักลงทุน ทำให้ผมมีหุ้นเพิ่มเป็น 10 ตัว ตกตัวละ 400,000 เยน

“ไม่อยากจะเชื่อจาก “เงินตั้งต้น” 270,000 บาท วันนี้พอร์ตเพิ่มเป็น 4.5 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1,500%”

ครั้งหนึ่งราคาหุ้น GUngHO เคยทำ “นิวไฮ” ระดับ 1.5 ล้านเยนต่อหุ้น เพราะบริษัทมีกำไรเติบโต 75% หรือประมาณ 5,000 ล้านบาท แถมยอดขายยังโตตั้ง 9 เท่า หรือประมาณเดือนละ 3,000 ล้านบาทต่อเดือน เขามีพนักงาน 980 คน และมีค่า P/E ประมาณ145 เท่า หากวันไหนยอดดาวน์โหลดเกมส์ลดลง อาจทยอยขายหุ้นตัวนี้ออกมา หุ้น GUngHO ไม่เหมาะที่จะถือนานๆ

จากการค้นข้อมูล พบว่า เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา บริษัทมียอดดาวน์โหลดรวม 13 ล้านคน และราคาเพิ่มขึ้น 10 เท่าตัว มาร์เก็ตแคปทะลุ 1 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 300,000 ล้านบาท ใหญ่พอๆกับดีแทค แต่เนื่องจากบริษัทนี้พึ่งพาเกมส์ออนไลน์มากถึง 95 % ของยอดขาย ทำให้เราจำเป็นต้องจัดหุ้นตัวนี้ไปอยู่กลุ่ม “เล่นรอบ” เพราะอีก 5 ปีข้างหน้า เขาคงไม่มีโอกาสเติบโตแบบ “ก้าวกระโดด” อีกแล้ว ซึ่งตัวบริษัทเองก็รู้ดี ฉะนั้นเขาถึงไปหารายได้จากทางอื่นแทน

“หลายคนบอกว่า เข้ามาเทรดหุ้น เพื่อจะเอาชนะตลาด ด้วยการได้กำไรมากกว่าตลาดทุกปี แต่ผมเข้าตลาดหุ้น เพราะต้องการชนะตัวเอง และสร้างผลตอบแทนในระยะยาว ฉะนั้นการที่ตลาดหุ้นผันผวนไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับผม แต่ที่เป็นปัญหา คือ สภาพจิตใจตัวเองที่ยังคงผันผวนตามตลาด ดังนั้นหากเราชนะตัวเองได้ ชัยชนะในตลาดหุ้นคงไม่หนีหายไปไหน”

“นักลงทุนหนุ่ม” เล่าถึงพอร์ตหุ้นเมืองไทยว่า เปิดพอร์ตครั้งแรกกับบล.เอเซีย พลัส ด้วยเงินตั้งต้น 500,000 บาท ตอนนั้นเดินเข้าไปหาโบรกเกอร์ด้วย “ความมั่นใจสุดๆ” หุ้น ผลิตไฟฟ้า (EGCO) คือ หุ้นตัวแรกของพอร์ต “สอยตัวนี้” เพราะเห็นว่าค่า P/E ต่ำ

เข้าสูตรนักลงทุนวีไอเป๊ะ!

ซื้อมา 113 บาท ผ่านไป 1 เดือน ราคาหุ้นร่วง 20-30% แต่ไม่ยอมขาย ด้วยความอยากเป็นนักลงทุนวีไอไง ถือคติถือยาวๆ สุดท้ายราคาก็ไม่ไปไหน จริงๆต้องขาดทุนหนัก แต่โชคดีตรงที่ไปซื้อหุ้น ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ผ่านมา 3 วัน กำไร 7% ได้ส่วนต่างคืนมาหลายพันบาท

“เริ่มรู้สึกสนุกกับการเก็งกำไร” ทำให้ช่วงแรกๆเกิดอารมณ์คึก เปลี่ยนแนวจาก “ถือยาว” มาเป็น “เล่นสั้นๆ” แบบนี้เรียกว่า “โลภ” ซึ่งล้วนแล้วทำให้เราล้มเหลว พูดง่ายๆ คุณเข้าไปซื้อไม้แรกแล้วดันเกิดสัญญาณทางเทคนิค อาทิ new high, price pattern และ golden cross เป็นต้น เมื่อไม่อยากได้กำไรน้อย หรือกลัวกำไรช้า ทนถือต่อไป สุดท้ายหุ้นเบรกไม่ไปไหน หรือไปช้า คุณเกิดอาการทนไม่ไหวขายทิ้ง แบบนี้คงยากที่จะเจอกับความสำเร็จ

เล่นไปเล่นมา ดันไปสอย “หุ้น บ้านปู (BANPU)”ช่วงหุ้นกำลังวิ่ง ราคาขึ้นเร็วมาก “ยิ่งขึ้นยิ่งซื้อ” ถือมาเรื่อยจนปี 2551 เกิดเหตุการณ์ล้มละลายของวาณิชธนกิจชั้นนำของสหรัฐอเมริกาอย่าง “เลแมน บราเดอร์ส” บังเอิญช่วงนั้นเดินทางไปเรียนปริญญาโทที่ประเทศญี่ปุ่นพอดี ก่อนไปไม่ยอมล้างพอร์ต เพราะเชื่อว่า BANPU เป็นหุ้นพื้นฐาน

ก่อนซื้อหุ้น BANPU ศึกษามาดีมาก เห็นว่าเมืองจีนต้องการถ่านหินมหาศาล แถมเศรษฐกิจจะแซงหน้าญี่ปุ่นอีก หุ้นขึ้นไปแตะ 800 บาท ยังไม่ขายเลยคิดดู แถมซื้อถัวเฉลี่ยอีก 1 ไม้ด้วย ตอนนั้นเชื่อว่าจะขึ้นไปถึง 1,000 บาท

สุดท้ายได้รับรู้ว่า อากาศบน “ยอดเขาเอเวอเรสต์” มันหนาวเหน็บเพียงไหน (หัวเราะ)

ราคาหุ้น BANPU ร่วงมาอยู่ 500 บาท เงินเก็บทั้งชีวิตหายไปในพริบตา เพราะดันให้น้ำหนักในหุ้น BANPU มากถึง 70% ของพอร์ต ตอนนั้นเกิดอาการพูดไม่ออกบอกไม่ถูก แต่ก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมานิดๆ เพราะเพื่อนๆ ก็พากันขึ้นมายืนชมวิวบนยอดดอยเหมือนเรา (ฮ่าฮ่า) ทุกวันนี้หุ้น BANPUก็ยังอยู่ในพอร์ตเหมือนเดิม เก็บไว้เตือนสติตัวเองว่า หากเล่นหุ้น commodity คุณต้องรู้จักคำว่า “ตัดขาดทุน” (Cut loss)

คราวนี้เริ่มปฏิบัติการโหลดงบการเงิน เพื่อดูพื้นฐานของบริษัทต่างๆ ทยอยจัดหมวดหมู่หุ้นที่ต้องการซื้อลงทุน ที่สำคัญเริ่มเรียนรู้จิตวิทยาการลงทุนมากขึ้น “ผมจะเรียงลำดับความสำคัญของการลงทุนออกเป็น 3 ข้อ”

ข้อแรก คือ จิตวิทยาในการลงทุน ข้อสอง บริหารพอร์ตลงทุนและเงินลงทุนให้เหมาะสม สุดท้าย คือ การวิเคราะห์พื้นฐานและเทคนิคหุ้นให้ถูกต้อง คนส่วนใหญ่เน้นการศึกษาข้อสุดท้ายอย่างเอาเป็นเอาตาย ทั้งๆที่มันมีความสำคัญน้อยที่สุด

“จะดีใจมากหากได้รับผลตอบแทน 100% ภายใน 1 ปี แต่จะดีใจมากกว่าถ้าโกยกำไรกว่า 30-40% ทุกปี”

ถามถึงการออกแบบพอร์ตลงทุน “นักลงทุนหนุ่ม” บอกว่า อยากให้นึกถึงทีมฟุตบอล “ผมจะเปรียบตัวเองเป็นผู้จัดการทีม” เป้าหมายของ “กุนซือคนนี้” คือ นำพาทีมคว้า “ชัยชนะ” ต่อเนื่องทุกปี “ความมั่นคงในระยะยาว” แน่นอนผู้นำทีมย่อมอยากได้ แม้บางครั้งต้องเปลี่ยนตัวผู้เล่นบ้าง เพื่อความเหมาะสมก็ต้องทำ

ทีมฟุตบอลของผมจะแบ่งออกเป็น 4 ส่วน โดยส่วนแรก คือ “ผู้รักษาประตู” ส่วนนี้เราจะเว้นพื้นที่ไว้ เพื่อเงินสด จำเป็นต้องมีอย่างน้อย 5-10% ของพอร์ต

ส่วนที่สอง คือ “กองหลัง” เราจะให้พื้นที่นี้ประมาณ 20% กับหุ้นที่มีอัตราการเติบโตที่ดี และจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ เช่น กลุ่มค้าปลีก กลุ่มโรงพยาบาล และกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน เน้นไปทางฝั่งสื่อสาร ,รถไฟฟ้า ,ประปา เป็นต้น เน้นถือยาวไม่ต่ำกว่า 10 ปี
“หวังผลตอบแทนจาก “หุ้นกองหลัง” เฉลี่ยปีละ 20-30%”

หน้าที่หลักของ “กองหลัง” คือ ถือกินเงินปันผลและเอาไว้สู้กับเงินเฟ้อ หากช่วงไหนมีเงินสดเยอะจะนำมาซื้อหุ้นกลุ่มนี้เป็นตัวแรกๆเพราะมีราคาถูก ทุกครั้งที่ได้กำไรจากหุ้นกลุ่มนี้มักนำกลับมาลงทุนใหม่ ด้วยการซื้อหนังสือดีๆสักเล่มมาอ่านเสริมความรู้ในสมอง หรือลงคอร์สสัมมนา ที่ผ่านมาแทบไม่ขายหุ้นกองหลังแม้แต่ครั้งเดียว ตรงข้ามมีแต่เก็บเพิ่มตลอด

ส่วนที่สาม คือ “กองกลาง” วางน้ำหนักไปเลย 40% ส่วนใหญ่จะให้พื้นที่กับหุ้นที่เล่นเป็นรอบๆ อาทิ หุ้น commodity โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน เดินเรือ และหุ้นที่เคลื่อนไหวตามเศรษฐกิจโลก หุ้นเหล่านี้มีกำไรเยอะมาก ถือเป็นตัวหลักในการเพิ่มฐานเงินให้พอร์ตในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า
“หวังจะมีกำไรจากหุ้นกองกลาง 40-50%”

“สตอรี่” ถือเป็นปัจจัยแรกที่ใช้เลือกซื้อหุ้นกองกลาง “สนุกดี” เหมือนคัดเลือกนางงามเข้ารอบ ปกติจะเลือกมา 2-3 ตัว เน้นตัวเด่นๆประจำอุตสาหกรรม เมื่อได้ตัวที่ดีที่สุดจะใช้เส้นกราฟรายสัปดาห์ของหุ้นตัวนั้นเข้าช่วยในการตัดสินใจ อาทิ technical ราย sector เป็นต้น

สุดท้าย คือ “กองหน้า” วางน้ำหนักราวๆ 20% ของพอร์ต กองนี้ออกแนวบู๊ ลงทุนแบบไม่ต้องดูพื้นฐานบริษัท เน้นเก็งกำไรระยะสั้นอย่างเดียว โดยจะใช้เทคนิคเข้าช่วย เช่น price pattern Fibonacci และการนับคลื่นที่ใช้การดูราคาอย่างเดียว ส่วนใหญ่จะซื้อใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์” (DW), Futures และ Options

“หวังโกยกำไรในช่วงขาขึ้นประมาณ 20-30%”

“นักลงทุนวัย 30 ปี” วิเคราะห์หุ้นกองหลัง 3 ตัวประจำพอร์ตให้ฟังว่า หุ้นซีเอส ล็อกซอินโฟ (CSL) ตอนแรกที่ซื้อ เพราะเห็นเขาจ่ายเงินปันผลดีเฉลี่ย 8% ทั้งๆที่โบรกเกอร์ หลายรายมองว่า “หุ้นอิ่มตัวแล้ว” ซื้อมา 80,000 หุ้น ราคา 5-6 บาท “ผมเชื่อว่าผลประกอบการจะอยู่ในเกณฑ์ดีเฉลี่ยอัตราเติบโต 10-15%

หุ้น เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ซื้อมา 20,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 30 บาท ถือมาตั้งแต่ยังไม่มีห้างสรรพสินค้าพารากอน ก่อนจะซื้อหุ้น CPN เคยนำหุ้น เอ็ม บี เค (MBK) มาเทียบพื้นฐานด้วย แต่บังเอิญใช้บริการ CPN มากกว่า (หัวเราะ) ตอนตัดสินใจซื้อไม่ได้คำนึงว่าเขาจะจ่ายเงินปันผลมากเท่าไร คิดเพียงว่าเขาเป็นหุ้น Grown Stock (หุ้นเติบโต)

ตัวสุดท้าย คือ หุ้น กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) ตั้งใจจะซื้อเอาไว้ป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน พูดง่ายๆซื้อตามคำแนะนำของ “ดร.นิเวศน์” ท่านเขียนไว้ในหนังสือ ตีแตก ไม่น่าเชื่อว่าวันหนึ่งจะกลายเป็นทั้ง “หุ้น Grown Stock” และ “หุ้น Dividend Stock” (หุ้นปันผล) ในคราวเดียวกัน ปัจจุบันราคาหุ้น BGH ขึ้นมาเยอะมาก ต้นทุนต่ำแค่ 30 บาท หุ้นขึ้นมา 5 เด้ง ตอนนั้นซื้อมา 10,000 หุ้น

เขา วิเคราะห์ “หุ้นกองกลาง” ที่มีอยู่ 4 ตัว ต่อว่า หุ้น เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป (NMG) ซื้อเพื่อรับข่าวประมูลทีวีดิจิทัล ต้นทุน 2 บาท ได้กำไรมา 10% หุ้น ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ช้อนรับข่าวประมูล 3G และ 4G เขาเป็นผู้ประกอบการรายแรกที่หลุดจากสัญญาสัมปทาน ตัวนี้ “สตอรี่ดีสุด” ผลตอบแทนเยอะมาก ต้นทุน 6 บาท หุ้น ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ซื้อมา 140 บาท หุ้น ผลิตไฟฟ้า (EGCO) ซื้อมา 113 บาท

ส่วน “หุ้นกองหน้า” เปลี่ยนหน้าทุกวัน เน้นหุ้นใหญ่ๆ อาทิ ปตท.ซื้อ 340 บาท ขาย 345 บาท ปกติจะนั่งดูหุ้นกองหน้าอยู่ที่ออฟฟิตตลอด เพราะพวกใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์” (DW), Futures และ Options ไม่ดูไม่ได้เลยเหมือนเป็นการถูกตลาดมากๆ (หัวเราะ)

“อย่าฝ่าดงระเบิดเก็บเหรียญบาท” “หนุ่มเป๊ก” ทิ้งท้ายบทสนทนาด้วยคำคม…

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย จากการเล่นหุ้น ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย รวยด้วยการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้การเล่นหุ้น ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images